antberrytuna;;* View my profile

[The Social Network][EduardoMark] Anniversary

posted on 12 Aug 2013 15:12 by antberry

Titel : Anniversary

Pairing: Eduardo Saverin  x  Mark Zuckerberg

Writer : Antberry Tuna

Category : Romantic ,Conflict,Workaholic

Fanfic : The Social Network

Warning: Yaoi

 

ผิดพลาดยังไงขออภัยด้วยนะคะ แต่งด้วยความรักค่ะ (?)

ขอให้สนุกนะคะ ปุฮิ XD

………………….

 


22.00 น.


 

เสียงประตูถูกเปิดเข้ามาแต่นั้นไม่ได้เข้าไปอยู่ในประสาทความรู้สึกของคนที่กำลังพิมพ์โค้ดอย่างใจจดจ่อนั่นอยู่เลยสักนิด

 

ใบหน้านิ่งเฉยราวกับว่าบนโลกนี้มีแค่โค้ดบนจอโน้ตบุ๊คเท่านั้นที่น่าสนใจสำหรับเขา

 

 

 


“มาร์ค....เฮ้อ..ให้ตายสิ”

 

 

 


 

ใบหน้าหล่อเหลาทำหน้าเซ็งๆ กับการกระทำของอีกฝ่ายนี่มันก็เกือบปีแล้วนะที่เราคบกัน แต่จะมีวันไหนบ้างไหมที่เขาเปิดประตูเข้ามาแล้วจะเห็นภาพเช่น คนรักของเขากำลังนั่งรอการกลับมาจากที่ทำงานของเขาสักถามว่าเขาเหนื่อยไหม อยากจะทานอะไรรึเปล่า หรือไม่ก็ชวนเขาออกไปดูหนังข้างนอกสักเรื่อง แต่ในความจริงมัน ไม่มีเลย !! ถ้าทำได้มาร์คคงแต่งงานกับโน้ตบุ๊คไปแล้ว  

 

 

  “มาร์ค...”  เอ็ดวาร์โดยังคงพยายามเรียกต่อไป ร่างบางเหมือนจะขยับนิดๆใจของเขาเริ่มสั่นรัวคิดว่าร่างนั้นจะได้ยินเขา และนั้นเขาเอื้อมมือลงไปเกาเท้าตัวเองที่มีรอยแดงจากยุงกัด โอ้ย!!ให้ตาย หงุดหงิดไปบ้าเลยฟ่ะ!!!

 

ด้วยอารมณ์ที่หงุดหงิดจึงเดินพรวดพราดไปเปิดตู้เย็นหยิบเบียร์มากระดกแล้วเหล่มองไปยังร่างบางที่กำลังสนใจแต่การเขียนโค้ด เขาพิจารณามองใบหน้าเนียนที่กำลังจดจ้องกับงานของตัวเอง แววตาที่มุ่งมั่นตั้งใจอยู่แต่ในภวังค์ นิ้วเรียวยาวกำลังพิมพ์โค้ดด้วยความเร็วในแบบฉบับของเขา ซึ่งนั้นเร็วมากสำหรับคนทั่วไป วันนี้เขาอยู่ในเสื้อผ้าสบายๆ แบบที่เขาจะใส่ประจำ เชิ้ตสีขาวถูกทับด้วยเสื้อยืดแขนยาวสีน้ำตาลพาสเทล และกางเกงที่พร้อมจะใส่นอนตลอดเวลา

 

ตอนนี้มาร์คคงอยู่ในภวังค์ที่เราเรียกกันว่า “เข้างาน” จะเข้าทั้งวันก็ได้ไม่ว่าหรอก จะเข้าเช้า เข้าบ่าย เข้าเย็น เข้าไม่ยั้งไปทั้งคืนก็ได้ แต่ขอสักอย่างเหอะ สนใจเขาหน่อยเถอะน้า

 

จำนวนขวดเบียร์ถูกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เวลาผ่านไปสามชั่วโมงเต็ม นี่ก็ปาเข้าไปตีหนึ่งกว่าแล้วนะ เอ็ดวาร์โดพลิกขวดเบียร์เล่นไปมา และล้มตัวลงนอนบนโซฟาอย่างเบื่อหน่าย มือปล่อยขวดเบียร์ให้กลิ้งลงพื้นไปกับตาที่กำลังจะปิด ทันใดนั้นเสียงเหมือนอะไรบางอย่างถูกเลื่อนจากที่ที่มันเคยอยู่ เขาค่อยๆ ยันตัวขึ้นมามอง และได้รู้ว่า มาร์คเขียนโค้ดวันนี้เสร็จแล้ว

 

“อ่าว วาร์โดกลับมาแล้ว ”  มาร์คเอ่ยปากเรียกชื่ออีกฝ่ายอย่างที่เคยเรียกประจำก่อนยกมือขึ้นขยี้ผมหยิกสีน้ำผึ้งของตน และมองอีกฝ่ายด้วยแววตาที่บ่งบอกความใส่ใจ ทำเอาเอ็ดวาร์โดอุ่นใจขึ้นมาเล็กๆ

 “อืมก็...ตั้งแต่ประมาณสี่ทุ่มแล้วน่ะ” แต่แน่นอนเขายังงอนมาร์คอยู่นิดๆ นิดเดียวเท่านั้นแหละ

 

 

มาร์คยิ้มมุมปากก่อนจะเดินมานั่งข้างๆ เอ็ดวาร์โดบนโซฟา

 

 

 

อย่ายิ้มแบบนี้ได้ไหม  ฉันกำลังงอนนายอยู่นะ เอ็ดวาร์โดนึกคิดอยู่ในใจ

 

 

 

 

 

“รู้ไหม? วันนี้ฉันทำอะไรกับเฟสบุ๊ค”  มาร์คเอ่ยถามก่อนจ้องหน้าเอ็ดวาร์โดโดยที่ตาเขาไม่กะพริบเลยสักนิด อะไรจะลุ้นขนาดนั้นครับ พ่อคุณ ซึ่งต่างจากสีหน้าของเอ็ดวาร์โดที่เซ็งโลกและเบื่อหน่าย (โดยปกติต้องสลับกันไม่ใช่หรือ)

 

“เพิ่มโค้ดไว้บล็อกสำหรับพวกชอบอัพสเตตัสทุกๆ 15 นาที ? ”

 

“ไม่! นั้นดูโหดร้ายไปหน่อย แต่ฉันก็จะลองพิจารณาดู” ฉันแค่ล้อเล่น นี่นายเอาจริงหรอเนี้ย เฮ้ย! ไม่นะ นั้นเขากำลังขีดเขียนสิ่งที่ผมพูดลงบนสมุดบันทึกที่เป็นรูปตัวการ์ตูนเด็กผู้ชายสองคนจับมือกัน ฮ่าๆ นั่นผมซื้อให้เขาเองล่ะ ตอนที่เราคบกันได้ประมาณกี่เดือนนะ สามหรือสี่ ... เอ๋ ช่วงประมาณ 3 เดือน 4 วันละมั้ง

 

 


“โธ่... มาร์ค”

 


 

“อะไรหรอ มีอะไรอยากให้ฉันเพิ่มไปในเฟสบุ๊คงั้นหรอ” ร่างบางเงยหน้ามาจากสมุดบันทึก

“เปล่าๆ แต่เอ่อ.. นายช่วยเก็บมันไปก่อนได้ไหม เจ้านั้นน่ะ” ผมชี้สมุดบันทึกในมือเขา สักพักเขาก็วางมันลงแล้วหันมามองผมอีกครั้ง โอเคคราวนี้จะไม่ให้หลุดพ้นไปจากสายตาผมแล้ว

 

“มาร์ค . . . วันนี้วันที่เท่าไหร่” ผมเม้มปากมองอีกฝ่ายด้วยสีหน้าที่จริงใจเท่าที่จะจริงได้ในชีวิต

“9 สิงหาไง นี่นายลืมวันลืมคืนเลยหรอ” นั้นไงผมว่าแล้วเชียว เจ้าบ้าเอ้ย

 

โป้ก ! ผมหยิบสมุดเล่มนั้นขึ้นมาปาใส่หัวเขาด้วยอารมณ์ที่หงุดหงิดสุดๆ

 

“วันนี้วันที่ 10 แล้วหันไปมองนาฬิกามันเลยวันที่ 9 มาแล้ว” 

“โทษทีๆ แค่นี้เองไม่เห็นต้องลงไม้ลงมือกันเลยนี่” ร่างบางร้องโอดโอยมือข้างหนึ่งกุมศีรษะของตัวเองไว้ นี่ผมปาแรงไปรึเปล่านะ คงเบาไปด้วยซ้ำทำไมหมอนี่ไม่เคยคิดจะสนใจอะไรเลยสักนิด 

 

 

“หรอ ? นายคิดว่าวันนี้มันเป็นแค่วันที่ 10 สิงหาคมงั้นหรอ”  

 

 

“ก็ใช่น่ะสิ ... ฉันว่าจะนอนแหละพรุ่งนี้ต้องเพิ่มโค้ดเข้าไปในเฟสบุ๊คอีก ไม่แน่อาจจะไปนอนสักครู่หนึ่งแล้วค่อยกลับมาพิมพ์ต่อเพราะตอนเช้าหัวอาจจะไม่แล่นเท่าช่วงนี้” มาร์คเดินไปที่เตียงก่อนจะล้มตัวลงนอน  

 

 

จะไม่ทนอีกต่อไปแล้ว !’ เอ็ดวาร์โดโน้มตัวลงมาทับอีกฝ่ายที่อยู่ด้านล่าง มาร์คตกใจกับการกระทำของเอ็ดวาร์โดทำอะไรไม่ถูก สักพักตั้งสติได้จึงรีบเอ่ยปากถาม 

 

“อะ...อะไรวาร์โด .. นะ..นายเป็นอะไร” 

 

 

 

 

 


 

“มาร์ค....” 

 

 

 

 

 

 

 


 

 

เอ็ดวาร์โดก้มหน้าลงไปสบตาตรงๆ ลมหายใจของทั้งคู่สามารถรู้สึกได้ถึงของกันและกัน มาร์คไม่เคยเจอสถานการณ์นี้มาก่อนจึงไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรดี ลมหายใจอุ่นๆ ของวาร์โดนั้นทำให้จิตใจของเขาอยู่ไม่สุข ใบหน้านวลเบือนหนีลมหายใจนั้นอย่างหมดหนทาง แต่อีกฝ่ายเหมือนรู้ทันจึงเชยใบหน้าของเขาไว้ 

 

 

 


ริมฝีปากหนาถูกทาบทับลงมาก่อนจะค่อยๆขยับอย่างแผ่วเบาร่างบางรับรู้ได้ถึงแอลกอฮอล์ในตัวของอีกฝ่าย ทั้งคู่จูบกันเนิ่นนาน มือของวาร์โดโอบกอดเขาราวกับกลัวว่าเขาจะจากไปไหน มือเรียวของมาร์คค่อยๆ เอื้อมไปกอดคออีกฝ่ายและไล้มือขึ้นไปขยุ้มเส้นผมสีเมล็ดกาแฟที่ถูกคั่วจนไหม้กลายเป็นสีน้ำตาลเข้ม ในสมองของเขาสับสนไปหมด วินาทีนี้เรื่องงานที่เขาคิดไว้ถูกกลืนหายไปกลับจูบนี้ทั้งหมดแล้ว ขอแค่เวลานี้เท่านั้น อยากจะอยู่แบบนี้ไปตลอด 

 

 


สติที่ใกล้จะเลือนรางของเขาถูกเรียกกลับคืนมาทันทีที่อีกฝ่ายถอนริมฝีปากออก และเอ่ยน้ำเสียงราวกับกระซิบที่แผ่วเบาว่า  

 


“ฉันอยากจะอยู่กับนายให้นานที่สุด อยากให้นายสนใจฉันก็แค่นั้นแหละ”  

 

 


พูดจบอีกฝ่ายก็จับเขาเข้ากอดอีกครั้งราวกับเขานั้นเป็นสิ่งของที่มีค่ามากที่สุดสำหรับเขา 

 

 


“วาร์โด.......ฉันขอโทษที่ปล่อยปละละเลยนาย” มาร์คมองอีกฝ่ายด้วยสีหน้าที่น้ำตาใกล้จะระเบิดออกมาเต็มที แต่กลับกลายเป็นว่า  อีกฝ่ายไม่ตอบอะไรได้แค่ส่ายหน้าเบาๆ และพูดด้วยรอยยิ้มที่ว่า 

 


 

 

 “ไม่เป็นไร ตราบใดที่ในสายตาของนายยังมีแค่ฉันคนเดียวอยู่” 

 

 

 

 

มาร์คก้มหน้าไปซบบนแผ่นอกของอีกฝ่ายและพึมพำอะไรบางอย่างด้วยเสียงที่แผ่วเบา แต่ประโยคที่มาร์คพูดนั้นเอ็ดวาร์โดได้อย่างยินชัดเจนก่อนจะหลุดหัวเราะออกมา 

 

 


นายมันงี่เง่านี่สุด! วาร์โด

 

 

 

 


 

“นอนซะ พรุ่งนี้ฉันมีอะไรจะให้นายและพรุ่งนี้จะไม่การพูดถึงเจ้าเฟสบุ๊คเป็นเวลา 1 วัน ”


“แ..........ต....ต่” มาร์คอ้ำอึ้งเหมือนต้องการจะแย้งกับคำพูดของอีกฝ่าย


“ไม่มีแต่ !! นอนได้แล้ว ฉันจะไปอาบน้ำ ถ้าเห็นว่านายกระดิกตัวขึ้นมาจากที่นอน คืนนี้ทั้งคืนเราจะไม่ได้นอนกัน โอเค้ ? ” เอ็ดวาร์โดถอดเสื้อนอกของตนเองออกและหยิบผ้าขนหนูที่มาร์คโยนกองทิ้งไว้บนพื้น นี่มาร์คไม่ดูอีกแล้วใช่ไหมว่า ผ้าขนหนูที่ตัวเองใช้คือของเขาเนี้ย แต่ช่างเหอะเพราะดูท่าทางมาร์คทำท่าจะพูดอะไรอีกแล้ว


“นายหมายถึง คืนนี้ทั้งคืนเราจะเขียนโค้ดเฟสบุ๊คงั้นหรอ ? ดีเลยๆ สมองฉันกำลังแล่นเลย ” มาร์คยกนิ้วชี้ทั้งสองข้างมาถูกันแล้วเม้มปากเงยหน้ามองมาที่เอ็ดวาร์โด


“ไม่ใช่โว้ยยย !!! หยุด หยุดพูดคำว่า เฟสบุ๊ค เดี๋ยวนี้ก่อนที่ฉันจะประสาทกิน เข้า-ใจ-ไหม !

 


    ร่างบางสะดุ้งโหย่งก่อนจะรีบมุดหน้าเข้าไปในผ้าห่มแล้วแกล้งส่งเสียงกรนออกมา คิดว่าแค่นี้คนอย่างเอ็ดวาร์โดจะไม่รู้เรอะ แต่เขาไม่อยากใส่ใจอะไรจึงเดินเข้าไปในห้องน้ำ สักพักเสียงฝักบัวที่กระทบพื้นก็ดังขึ้นแสดงถึงว่าตอนนี้เอ็ดวาร์โดกำลังอาบน้ำ มาร์คจึงค่อยๆ โผล่หน้าออกมาจากผ้าห่ม แสงไฟโทรศัพท์ในกางเกงเขากะพริบถี่ๆ มันกำลังหมายถึงว่า เขาตั้งแจ้งเตือนอะไรบางอย่างไว้และเขายังไม่ได้ลบมันออก ไฟจึงกะพริบเตือน มาร์คล้วงมันออกมาจากกระเป๋ากางเกงและสไลด์มือเพื่อปลดล็อก ข้อความที่เขาบันทึกไว้ทำเอาดวงตาทั้งสองข้างเบิกกว้าง เขาแถบจะวิ่งชนหน้าต่างแล้วร่วงลงไปนอนตายข้างล่าง  

 

 

 

  ‘Anniversary 2 year .. :D

 

 

 

 

  ขณะที่ในหัวกำลังวิ่งไปมาราวกับถูกไฟช็อตความคิดก็หยุดลง เมื่อเสียงฝักบัวหายไปมาร์คตั้งสติอีกครั้งและแกล้งฟุบลงไปนอนทำท่าพลิกตัวไปพลิกตัวมา เสียงประตูเปิดออกด้วยเสียงที่เบาที่สุด มาร์คข่มตาแต่หูยังคงฟังตลอดว่าอีกฝ่ายกำลังทำอะไรอยู่ เขาสัมผัสได้ถึงเตียงที่ยวบลงมา กลิ่นสบู่อ่อนๆ ที่แตะจมูกเขาพร้อมกับนิ้วที่ไล้แก้มของมาร์คอย่างแผ่วเบา  

 

“มาร์ค.....ฉันโกรธนายไม่ลง ทั้งๆ ที่นายลืมวันครบรอบของเรา” 

 

เสียงนั้นแสดงให้เห็นถึงความน้อยใจเล็กๆ ของเอ็ดวาร์โด มาร์คอยากจะลุกขึ้นไปขอโทษใจจะขาดแต่ทำไม่ได้ เพราะกลัวว่าอีกฝ่ายจะโกรธเอา จึงได้แค่แสร้งทำเป็นว่าตัวเองหลับแล้ว สักพักเสียงกดสวิตซ์ปิดไฟก็ดังและไม่นานเขาก็รู้สึกได้ถึงลมหายใจอุ่นๆ ที่ข้างลำคอของเขาเอ็ดวาร์โดหลับแล้ว เขาคงเหนื่อยล้ากับงานมากแล้วไหนจะที่ต้องมานั่งจูบเอ่อ....กับมาร์คเมื่อกี้นี้เอง 

 

 

ไม่นานทั้งคู่ก็หลับไป  

 

 

    แสงแดดยอมเช้าโผล่พ้นฟ้าแต่ยังไม่มีใครคิดจะตื่นนั้นเป็นเพราะม่านในห้องถูกสร้างขึ้นมาเพื่อป้องกันแสงแดดเป็นอย่างดี มาร์คพลิกตัวมากอดเอ็ดวาร์โดและไถ่หน้าตัวเองบนแผงอกของอีกฝ่ายโดยที่ไม่รู้สึกตัวแต่คนที่รู้ตัวกลับกลายเป็นเอ็ดวาร์โด เขาค่อยๆ ลืมตาขึ้นมายิ้มด้วยสีหน้าเจ้าเล่ห์

 

มือหนาเชยคางร่างบางตรงหน้าขึ้นมาจูบเบาๆ 

 

“มอนิ่งคิส มาร์ค” 

 

“อึก.....อื้ออ..” มาร์คดันหน้าเอ็ดวาร์โดออกพร้อมพลิกตัวหนีไปนอนอีกฝั่งและหลับต่อ 

 

“หึ... นายจะไม่ได้นอนอีกแล้ว คุณซักเคอร์เบิร์ก” เอ็ดวาร์โดกลิ้งตัวไปกอดมาร์คจากด้านหลังมือซนล้วงเข้าไปในเสื้อของอีกฝ่าย และไล้มือไปมาอย่างนึกสนุกลากปลายนิ้วสูงขึ้นจนถึงปลายยอดที่กำลังค่อยๆ ชูชันขึ้น


“อ่า....หยุดเถอะ วาร์โด.....” มาร์คส่งเสียงครางเบาๆ ฟังแล้วร่างสูงนึกสนุกอยากแกล้งต่อ แต่สำหรับตอนนี้คงไม่แล้ว มีอะไรที่สนุกกว่านั้นให้ทำ


“งั้นก็ตื่นได้แล้ว คุณซักเคอร์เบิร์ก” เอ็ดวาร์โดขบใบหูของอีกฝ่ายเบาๆ ก่อนที่จะลุกขึ้นเตรียมตัวไปอาบน้ำ


“อื้อ...ง่วงชะมัดเลย ... ” มาร์คอ้าปากกว้างหาวฟอดใหญ่ พร้อมกับยกมือขยุ้มหัวตัวเองให้หยิกและฟูกว่าเดิม


ซึ่งนั้นทำให้เอ็ดวาร์โดไม่พอใจสักเท่าไหร่


“ไปอาบน้ำ”


“นายอาบก่อนสิ ฉันขอนอนต่อสัก 5 นาทีนะ” มาร์คทำท่าจะลงไปนอนต่ออีกเพียงสองเซ็นติเมตรเท่านั้นหัวจะถึงหมอนแต่ความง่วงทั้งหมดก็หายไปกับคำพูดของร่างสูง 

 

“ไม่ ! ฉันกำลังหมายถึง พวกเราจะอาบน้ำด้วยกัน”

 

หลังจากจบประโยคนั้นมาร์คถูกลากเข้าไปในห้องน้ำ พร้อมกับเสียงโวยวายของร่างบางที่ถูกขัดขวางเวลานอน ก่อนจะมีเสียงดังโครมครามเหมือนใครเขวี้ยงปาสิ่งของ ความรู้สึกนี้ทำให้เอ็ดวาร์โดรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังอาบน้ำให้แมวซึ่งเป็นสัตว์ที่เกลียดและกลัวน้ำที่สุดในชีวิต แต่สำหรับร่างบางตรงหน้ามันไม่ใช่ นั้นคืออาการของคนที่ดื้อรัน อยากจะกลับไปนอนที่เตียง เพียงแต่ ...  

 


 

นายไม่มีโอกาสแล้วมาร์ค ฉันลากนายออกมาจากที่นอนแล้ว

 


 

ทั้งคู่เดินออกมาจากที่พักเอ็ดวาร์โดอยู่ในชุดที่ดูกึ่งทางการทำให้สาวที่เดินผ่านไปผ่านมาต้องเหลียวหันมามองเขา ก่อนจะหันกลับไปคุยกับเพื่อนสาวถึงความหล่อเหลาดูดีของเอ็ดวาร์โด ซึ่งทุกคำพูดแล่นเข้าไปในหูของมาร์คทั้งหมดแต่ไม่มีผลต่อความรู้สึกหรอก เขาชินกับการกระทำแบบนี้แล้ว เพราะเอ็ดวาร์โดดูดีในสายตาของเขามาตั้งแต่สมัยเรียน จนตอนนี้พวกเขาทำงานแล้วมันก็ไม่ได้ลดลงเลยสักนิด 

 

 


“มีที่ที่อยากไปไหมมาร์ค ? ”  

 

 


มาร์คไม่ตอบแต่กลับก้มหน้าลงไปจัดเสื้อของตัวเองที่ยับยู่ยี่นั้นเป็นผลมาจากมาร์คไม่ยอมซักเสื้อที่วางกองเป็นเนินเขา เขาจึงเลือกที่จะหยิบเสื้อตัวเดิมของเมื่อวานมาใส่อีกครั้ง แต่เปลี่ยนกางเกงเป็นกางเกงนอนลายลูกฟุตบอลกับบาสเกตบอลด้วยเหตุผลเดิมก็คือไม่มีกางเกงจะใส่แล้ว 

 

 


“อยากไปที่ทำงาน ฉันอยากจะไปเขียนโค้ดต่อ” 

“หึ่มมม...มาร์คคคค” เอ็ดวาร์โดลากเสียงยาวๆ ฟังดูเหมือนหนังสยองขวัญเรื่องหนึ่ง เล่นเอามาร์คสะดุ้งโหย่งด้วยความตกใจ 

“ขะ...ขอโทษ แต่ฉันอยากไปจริงๆ นี่” 

 

 

 


สุดท้ายเอ็ดวาร์โดก็จำยอมต้องพาร่างบางมาตามที่ขอ ทั้งที่วันนี้เป็นวันครบรอบสองปีแท้ๆ แต่สุดท้ายงานก็ยังไม่ตามราวีเขาไม่เลิก แต่ก็ไม่เป็นไร ก็แค่ครบรอบสองปี สองปีแค่นั้นแหละ เอ็ดวาร์โดร้องท้วงอยู่ในใจ 

 

 

 


Facebook HQ

 


สถานที่ถูกจัดแต่งให้ดูเรียบๆ ไม่อลังการมากมาย เน้นโทนสีน้ำเงินและข้อความที่แปะว่า “Facebook” เป็นหลัก ที่นี่ถูกออกแบบโดย Studio O+A พื้นที่ประมาณ 150,000 ตารางฟุต รับรองพนักงานมากกว่า 700 คน สำนักงานนี้สร้างขึ้นจากการปรับปรุงห้องแลบในยุค 1960 ทำให้มีกลิ่นอายของเฟอร์นิเจอร์เดิมๆ  

 


มาร์คชื่นชอบที่นี่มาก จนอยากจะนอนที่นี่และขายที่พักตัวเองปัจจุบันนี้ทิ้งไปซะ แต่เอ็ดวาร์โดไม่ยอมเพราะว่าที่ทำงานของเขาไกลจากที่นี่มาก และลำบากกับการเดินทางไปกลับ และอีกอย่างคือมาร์คสามารถทำงานได้โดยไม่ต้องเข้าออฟฟิศ


ส่วนเรื่องของกินที่นี่มีคาเฟ่เปิดตลอด 24 ชม. ให้พนักงานที่ต้องเข้างานจนสว่างหรือโต้รุ่งได้หาอะไรมาบำรุงร่างกาย อีกทั้งยังมีเครื่องอำนวยความสะดวกหลายอย่างเพื่อให้ทุกคนสามารถทำงานสบายที่สุดและเต็มที่กับมัน มาร์คขอร้องเอ็ดวาร์โดให้ออกจากที่ทำงานและกลับมาช่วยงานเขาอย่าง 100 % แต่นั้นไม่สำเร็จ เขาขอร้องไปจำนวนทั้งหมด 20 ครั้งได้แล้ว แต่เขาตอบก็คือ ‘No way’ เพราะตอนนี้เอ็ดวาร์โดจะช่วยมาร์คเฉพาะตอนที่ลำบากจริงๆ และต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน ซึ่งนั้นเท่ากับว่า


เขาทำงานให้มาร์คแค่เพียง 30 %  จากเดิมที่เคยทำเต็มร้อย

 

“ดูต่างจากเดิมขึ้นเยอะเลย .. ฉันไม่ได้มานานแค่ไหนแล้วนะ”

“อันที่จริงนายเหยียบมันครั้งสุดท้ายวันที่ นายเข้ามาทุ่มโน้ตบุ๊คของสำนักงานน่ะ” 

 

 


หลังเหตุการณ์วันนั้นเกิดเรื่องมากมายโถมใส่ตัวมาร์คแต่เขาก็พยายามที่จะจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อย ความผิดพลาดของณอนและการที่เขาลดหุ้นเอ็ดวาร์โด หลากหลายความคิดฟุ้งซ่ายอยู่ในสมองของมาร์ค ทำให้เขารู้สึกว่าตนพลาดมากที่ทิ้งเอ็ดวาร์โดไป เขาอยากจะกลับไปดึงมือคู่นั้นกลับมาช่วย แต่ด้วยความวุ่นวายและต้องจัดการเรื่องนี้ให้จบ ทำให้เขาวุ่นแต่กับงานจนลืมเอ็ดวาร์โดไป 

 


“แต่ฉันก็กลับมาหานายแล้วนี่ไง”  

“ใช่ นายกลับมาฟ้องร้องฉันเรื่องที่ฉันเอานายออกจากเฟสบุ๊ค” 

“แต่ตอนนี้ทุกอย่างโอเคแล้ว ?  ....ไม่ใช่หรอ” 

 

 


คืนวันหนึ่งในฤดูใบไม้ผลิ

 


หยาดฝนโปรยปรายจนตัวมาร์คนั่งตากฝนอยู่เพียงลำพังเปียกปอน ตอนนี้เขาไม่จะเงยหน้าหรือลุกไปไหน เขาได้แค่เพียงนั่งรอ รออะไรสักอย่างที่ไม่สามารถบอกได้ ความรู้สึกโดดเดี่ยว อยากจะเจอใครสักคนนี่มันอะไร หากลองไปค้นหาดูคงแสดงขึ้นมาเหมือนกันโดยมิได้นัดหมายว่า เขากำลังเหงา  มีผู้คนมากมายเข้ามาพูดคุยกับเขาแต่ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องงาน บางครั้งเขาก็อยากจะพูดเรื่องอื่นบ้างที่ไม่ใช่งาน เช่น การแก้โค้ดหรือแฮ็คข้อมูลบุคคลสำคัญสักคน และกลั่นแกล้งด้วยการส่งเมลขยะไปให้นักศึกษาทั้งมหาลัยสักที่

 


ใครสักคนอย่าง .. เอ็ดวาร์โด ซาเวริน หลังจากวันนั้นเขายอมจ่ายเงินค่าเสียหายเพื่อให้ปิดคดีทุกอย่างและเอ็ดวาร์โดก็หายตัวไปจากชีวิตของเขา เอ็ดวาร์โดได้ชื่อขึ้นในเฟสบุ๊คและเขียนว่า ผู้ร่วมก่อตั้ง จากนั้นมีคนมากมายยื่นมาต้องการจะรับตำแหน่งแทนเอ็ดวาร์โดแต่มาร์คปฏิเสธและบอกว่า เขานั้นสามารถที่จะดำเนินทุกอย่างได้ด้วยตนเอง และหันหน้ากลับไปนั่งเขียนโค้ดต่ออย่างที่เคยทำปกติ


 

ฝนไม่มีท่าทีว่าจะหยุดตกต่อให้มันตกแบบนี้ไปตลอดทั้งคืนเขาก็ไม่ได้อะไร เพราะคืนนี้เขาไม่คิดจะกลับไปนอนที่ออฟฟิศอยู่แล้ว สายตาที่ไร้จุดหมายมองไปยังบาร์ที่เปิดไฟกะพริบๆ พร้อมตัวอักษรสีแดงล้อมด้วยกรอบสีเหลืองสว่างไสว ‘BAR-B-Q’  

 


มาร์คตัดสินใจลุกขึ้นเดินเข้าไปในร้าน ตั้งแต่เกิดมาในชีวิตเขาไม่เคยเข้ามาสถานที่แบบนี้คนเดียว นอกจากจะมีเพื่อน หรือคนสนิทใจจริงๆ เขาจึงยอมเข้ามา เขานั่งลงบนเคาน์เตอร์ และมองรายชื่อเมนูที่ยาวเหยียดอัดกันเป็นปลากระป๋อง เขาพยายามหาที่ตัวเองดื่มได้หรือจะไม่ดื่มดีนะ สุดท้ายเขาก็สั่งแค่น้ำพันซ์แก้วขนาดปานกลางมานั่งดื่มดำกับบรรยากาศของที่นี่แสงสีมากมายหลากหลายเฉดสาดใส่ตาเขา จนพร่ามัวไปหมด แต่แล้วบุคคลที่ก้าวเข้ามานั่งข้างตัวเขา เล่นเอาใจอยู่ไม่สุขอัตราการเต้นของหัวใจไม่เป็นปกติ

 


 

 

“เอาเบียร์ขวดนึงครับ”  

 


น้ำเสียงที่คุ้นหูทำให้มาร์คต้องเหลียวไปมอง สายตาของพวกเขาสบตากันอยู่เนิ่นนานก่อนที่มาร์คจะสะบัดหัวตัวเองแรงๆ สักสองสามครั้งหันไปมองทางอื่น แต่มือของอีกฝ่ายคว้าไว้เสียก่อน

 


  “มาร์ค ....  ”

 


 “วะ....วาร์โด” 

 

 


หลังจากวันนั้นทั้งคู่ก็จะกลับมาคุยกันอีกครั้ง และได้รู้ว่าจริงๆ ที่พักของวาร์โดไม่ไกลจากร้านนี้สักเท่าไหร่จนเมื่อเวลาผ่านไปจุดหนึ่ง เอ็ดวาร์โดก็สนิทกับมาร์คมากขึ้นจนความสัมพันธ์เกินกว่าจะเป็นเพื่อนกัน 

 

ในวันที่ 10 สิงหาคม เอ็ดวาร์โดเอ่ยปากขอคบมาร์ค ทั้งคู่ไม่ต่างจากคู่รักคู่อื่นเท่าไหร่ เพราะว่าเอ็ดวาร์โดเคยคบกับผู้หญิงคนหนึ่งแบบจริงๆ จังๆ แต่ไม่ค่อยลงรอยกันสักเท่าไหร่จึงต้องเลิกกัน แต่เอ็ดวาร์โดไม่ปฏิบัติกับมาร์คเหมือนกับแม่สาวคนนั้น เนื่องจากเขารู้สึกว่ามาร์คมีค่ามากกว่าอะไรทั้งสิ้น  ในทางตรงกันข้ามมาร์คกับเฉยเมยกับเอ็ดวาร์โดจึงมีปากเสียงกันบ่อยครั้ง บางทีเขาพยายามเข้าใจว่ามาร์คเป็นคนแบบนี้ แต่ต้องเข้าใจว่าบางครั้งมันก็มากเกินจะแบกไว้

 


 

แต่ผลสรุปทุกครั้งก็คือ ..... มาร์คชนะ ด้วยความนิ่งและทำหน้าชวนใจอ่อนนั่น

 

 


เราพยุงความรักที่โคลงเคลงนั่นมาเรื่อยๆ ความรักของทั้งคู่เหมือนชายหญิงในวัยทำงานที่แต่งงานกัน ความรู้สึกที่เหมือนเป็นผู้ใหญ่ทั้งคู่ทำให้พวกเขาเข้าใจกันจึงคอยพยุงมันไปให้นานที่สุด 

 

 

จนถึงตอนนี้...

 

 

 


 

 

“วาร์โด  นี่! ฟังที่ฉันพูดอยู่รึเปล่า”

 

 


 

“ห้ะ.. นายว่าไงนะมาร์ค ? ” 

 

 


กลับมาในปัจจุบันมาร์คเป็นผู้ชายที่น่ารักที่สุดในสายตาเอ็ดวาร์โด ดูเขาเชื่อฟังขึ้นจากช่วงแรกๆมากขึ้นเยอะ ไม่นับพวกการรักษาความสะอาด ทำงานเลยเวลามากเกินไป และปล่อยปะละเลยเขา บลาๆ พวกนั้นล่ะนะ 

 

 


“ฉันกำลังพูดว่า ต่อไปนี้ฉันจะเปิดให้คนภายนอกเข้ามาดูออฟฟิศได้และนี่เป็นบอร์ดที่ไว้เขียนอะไรก็ได้ที่ผู้เข้าชมอยากจะเขียน นายคิดว่าไงบ้าง ? ”

 

เอ็ดวาร์โดมองแผ่นกระดานขนาดใหญ่พิเศษตรงหน้า ที่มีตัวอักษรสีน้ำเงินเขียนไว้ว่า

 

 


 

‘The Facebook write something…’

 

 

 


“ก็ดีนะ อีกหน่อยมันคงเต็มไปด้วยข้อความที่เบียดเสียดกันแน่นไปหมด” เอ็ดวาร์โดหัวเราะออกมาเบาๆ มองไปยังร่างบางที่เหมือนกำลังหยิบอะไรบางอย่างออกมามันคือปากกาสองแท่งเป็นสีน้ำเงินกับสีแดง 

 

 


“เราประเดิมเขียนด้วยกันเถอะนะ” มาร์คยื่นปากกาสีแดงให้เอ็ดวาร์โดรับมา


“นายอยากจะเขียนอะไรล่ะ”


“เขียนว่าฉันรั........” เสียงถูกกลืนหายไปกับเพลงที่ในออฟฟิศเปิดพอดี ใครหนอช่างมาเพิ่งระดับเสียงตอนนี้ไม่ดูอะไรเลย เอ็ดวาร์โดบ่นอุบอิบอยู่ในใจ


“หา ! อะไรนะฉันไม่ได้ยินเลย ? ” เอ็ดวาร์โดเอียงหูไปหามาร์คและถามอีกครั้ง


“เขียนจบค่อยบอกแล้วกัน” 

 

 


ปี๊ดด...ปี๊ดด...เสียงปากกาเมจิกสีแดงกำลังถูกขีดเขียนอะไรบ้างอย่าง 

 


เอ-เอ็น-เอ็น-ไอ . . . แอนนิเวอร์ซารี่ทูวเยียร์ 

 

 


‘Anniversary 2 year

 


“ฉันไม่ได้ลืมนะวาร์โด...เห็นรึยัง” มาร์คหันมายิ้มด้วยรอยยิ้มที่ร่างสูงไม่เคยเห็นมาก่อน เขายิ้มรับและเปิดฝาปากกาตัวเองขึ้นมาเขียนบ้าง 

 


‘Love you, my baby a rich man  ’

 


และสุดท้ายทั้งคู่เขียนลายเซ็นจบท้าย Eduardo Saverin & Mark Zuckerberg

 

 

หลังจากนั้นมาร์คก็พาเอ็ดวาร์โดเข้ามานั่งในห้องนั่งเล่นส่วนตัวของเขาที่อยู่ในตัวออฟฟิศที่ลึกที่สุด


“ถ้ามีคนมาอ่านที่พวกเราเขียนไว้จะทำยังไง ?” เอ็ดวาร์โดหันไปถามอีกฝ่ายที่กำลังหยิบขนมออกมาจากตู้และเปิดถุงหยิบขึ้นมากินที่ละชิ้น

“ก็บอกไปว่าพวกเด็กมือบอลมาเขียนไว้” 

“มาร์ค นายเนี้ยนะ” 

“ฉัน ? ฉันทำไมงั้นหรอ” ปากที่กำลังขบเคี้ยวขนมหยุดลงแล้วมองอีกฝ่ายด้วยสีหน้าสงสัย 

 

 

“ไม่มีอะไรหรอก...”  

 

เอ็ดวาร์โดสาวเท้าข้าไปกอดมาร์คเล่นเอาอีกฝ่ายตกใจจนขนมในมือร่วงจนกระจายเต็มพื้น ร่างสูงไม่พูดอะไรนอกจากมอบกอดที่แสนอบอุ่นและซบหน้าลงบนไหล่ของร่างบางที่อยู่ในอ้อมกอด  

 

“วาร์โด....” มาร์คซุกหน้าลงบนไหล่อีกฝ่ายกลับแล้วเอื้อมมือไปลูบแผ่นหลังอย่างเบามือ 

“สุขสันต์วันครบรอบสองปีนะ”เอ็ดวาร์โดกระซิบข้างหู


“เช่นกันนะ ... ฉันรักนายนะวาร์....” คำสุดท้ายหายไปกับริมฝีปากหนาของร่างสูง มาร์คตอบรับจูบนั้นโดยไม่ขัดขืน เอ็ดวาร์โดเหมือนจะตกใจกับการกระทำของร่างบางแต่ก็ไม่หยุดที่จะค่อยๆ ขยับริมฝีปากให้แนบแน่นขึ้น มาร์คหลับตาลงรับสัมผัสนั้นความรู้สึกที่เหมือนกับจะลอยหายไปจากโลกนี้ ถ้าเขาปล่อยมือตอนนี้ร่างของเขาคงร่วงลงไปนั่งแถบเท้าของเอ็ดวาร์โดแน่ เขามีความสุขมาก และอยากจะหยุดอยู่ในเวลานี้ไปตลอดกาล 

 

 

 


ประโยคสุดท้ายที่ได้ยินเมื่อทั้งคู่ถอนริมฝีปากออกจากกันก็คือ “ฉันรักนายนะมาร์ค ... ”

 

 

 

 

 


หลังจากนั้นทั้งคู่ก็กลับมาที่ห้องพักเพราะมาร์คบอกว่าคืนนี้เขาต้องเขียนโค้ดเพิ่มเนื่องจากตอนนี้เฟสบุ๊ค กำลังมีปัญหาอะไรสักอย่าง ถ้าไม่รีบแก้จะเกิดปัญหาใหญ่แน่ แต่ก่อนเข้างานในอีก 10 นาที เอ็ดวาร์โดเอ่ยปากถามอย่างสงสัยว่า 

 

“มาร์ค ?” 

“หืม....” 

“เมื่อวานนายบอกฉันว่า นายเพิ่มโค้ดใหม่ไปในเฟสบุ๊คใช่ไหม ? นายเพิ่มอะไรไปงั้นหรอ” 

 

 


อ่อ....เกือบลืมไปเลยแฮะ กะจะเซอร์ไพส์สักหน่อยนี่ก็ยังเหลือเวลาอีก 10 นาทีจะหมดวันสินะ

 

 


มาร์คยิ้มก่อนจะหันมาบอกกับเอ็ดวาร์โด 

 

 

 

“ฉันให้เฟสบุ๊คมีการแจ้งเตือนวันครบครอบน่ะ”

 

 

เพื่อที่นายจะได้รู้ว่าฉันให้ความสำคัญกับวันครบรอบแค่ไหนไง .. วาร์โด

 

Fin.

 

....................

 

 

 

ความรู้สึกตัวเองตอนเห็นว่ามันจบแล้วค่ะ5555555

 


สวัสดีค่ะ U v U ) / หลังจากที่ห่างหายกับการเขียนฟิคไปนาน

เหตุมันเกิดจากว่าเมื่อวานเราดูหนังเรื่อง 'The Social Network' แล้วคลั่งมากค่ะ

ชอบมาร์คกับเอ็ดวาร์โดมากๆ เป็นเพื่อนที่ช่วยเหลือกันมาตลอด เสียดายตอนหลังทะเลาะกัน

จริงๆ เราพยายามแต่งให้สองคนนี้ตัดกันไม่ขาดน่ะค่ะ และก็นะรักกันซะ รักกัน แฮ่กก !!

 

ดูพวกนางสิค้าาาาาา อร้ายยยยยย *ลงไปดิ้น*


หนังเรื่องนี้ทำให้เราอยากจะหยิบมาแต่งมากๆ ความรู้สึกหนังจะคล้ายๆ เรื่อง  Top Secret  ของบ้านเรา

แต่ของเขาจะดูสู้ชีวิตกว่าน้องเถ้าแก่น้อยของเรา เอาล่ะดีใจจริงๆ ค่ะที่เขียนจบภายในสองวัน 

ตอนแรกกะจะจบสัก 10 หน้า อารมณ์มันพาไปมารู้อีกทีจบหน้า 18  

ถ้ามีโอกาสจะหยิบคู่นี้มาแต่งอีกนะคะ

แอนดรูว์หล่อมากค่ะ ชอบหมอนี่มาก เล่นบทสไปดี้ฮาสุดๆ ชอบอ่ะะ พอมาเล่นเรื่องนี้ดูเป็นผู้ใหญ่ดูดีเฟ่อ ( A / /[] / /A )

 

ดูดีมากค่ะกรี๊ดดดดดดดดดดดดดดด55555555


และก็เรื่องนี้เราเมคสถานที่ขึ้นมาเองหมดเลยนะคะ ยกเว้นออฟฟิศค่ะ มีจริงๆ นะคะ 

ขอบคุณข้อมูลจากเว็บ : http://hitech.sanook.com/931695/ มากๆ นะคะ

ส่วนกระดานนั้นก็มีให้เขียนจริงๆ นะคะ แต่ไม่ได้มีข้อความในเรื่องเขียนไว้นะ ถ้ามีเค้าจะบินไปตามตะกุยเลย วร้ายย ~

 

 นี่เป็นน่าตาของกระดานที่เราพูดถึง ซึ่งตอนนี้มันเต็มไปด้วยข้อความมากมาย ตะเถร 55555555

ขอบคุณมากค่ะ ไว้เจอกันถ้ามีโอกาสได้เขียนอีก \ ( > v < ) /


 

edit @ 12 Aug 2013 15:36:42 by antberrytuna;;*

'' PRIVATE : Misaki&Mikuo

posted on 28 Sep 2012 23:51 by antberry
วันนี้ไปไพรเวทน้องมิซากิ จุนโจวมาแหละ แบบว่า ว๊อนนนนนมากกกกกก (>w<')
ชวนน้องไปร่วมรั่วด้วยกัน แบบว่าเฮฮาคนกันเองทั้งนั้นน กร๊ากกกก
ขอบคุณโรสทีมาถ่ายรูปให้มากๆ เลยน้า
 
 
 

.
 
 
.
 
 
 
.
 
 
 
 

 
แอบบ่น : ไม่มีอุซางิซังให้กอด~ กอดมิคุโอะแทนนเลย อรี๊ -/-
 
.:: CAST ::.
  
Takahashi Misaki - Antberry Tuna
Hatsune Mikuo - Werrian Warrittha <- น้องข้างบล็อกเค้าเอง วาดรูปสวยมากไปส่องได้ๆ (จิ้มๆ)
 
 
.
 
 
.
 
 
.
 
 
 
 
 
แอบบ่น : น้องเขาสูง..............หรือว่าตรูเตี้ยฟ่ะ OTL
 
 
.
 
 
 
 
 
.
 
 
 
 
.
 
 
 
แอบบ่น : หน้าเมะอยู่รูปเดียค่ะ ..............OTL
.
 
 
.
 
 
 
.
 
 
 
ชอบรูปนี้ที่สุดเลยยยยย ♥♥
 
 
 
 
ส่งท้ายถ่ายกับทุกคนนนนนน อรั้ยยยยยย XD .
 
 
 
 
ปล.ผมยังอยากมีคุณกระต่ายนะฮะ !! T^T
ปล. จะถึงงานแคปแล้วนินา เค้าไปคอสมาโดกะน้าเจอกันทักได้จ้า :3
ปล.อดถ่ายกับพี่ๆ ในชมรมอีกหลายคนเลยอ่า ไว้ไพรเวทโวคาลอยวันที่ 1 เนอะ
ปล. น้องสาวไม่ได้ไปไม่เป็นไรน้า ยังมีแคปซูลและโอกาสหน้าเสมอนะจ๊ะ ^____________^
 
 
 
เจอกันเอนทรี่หน้านะครับผมมมม

edit @ 29 Sep 2012 00:09:47 by antberrytuna;;*

' ONESHORT: My Twin

posted on 23 Sep 2012 21:09 by antberry

One Short

Title :  My Twin

Author : Antberry

Pairing :  Hitachiin Brothers (Hikaru x Kaoru) from Orung Host club

 

 --------------------------------------------

‘ทุกคนนึกว่าการแสดงความรักของพวกเรานั้นเป็นแค่การแสดงละคร’‘ในตอนแรกผมก็คิดแบบนั้น แต่แล้วนับวันเราเริ่มใกล้ชิดกันมากเกินการเป็นพี่น้อง . .  . ไม่นะผมทำแบบนั้นไม่ได้’

 

ในทุกทุกวันผมกับเขาจะต้องมาแสดงบทความรักต้องห้ามอันแสนทรมานให้ลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการในโฮสคลับแห่งนี้

นายจะรู้รึปล่าวนะ . . ว่าตอนนี้น่ะฉันไม่ได้คิดกับนายแบบน้องชายอีกแล้ว

“คาโอรุอีก 10 นาทีคลับจะเปิดแล้วไปเปลี่ยนชุดกันเถอะ ” มือที่อบอุ่นแบบนี้อยากจะจับไว้ๆ นานๆ จัง

“ . . . ”

“งอนอะไรฉันหรอ คาโอรุ . . ” ริมฝีปากที่ไล้ไปตามใบหูจนลงมาถึงลำคอของฮิคารุ . .

“มะ . .ไม่ได้งอนสักหน่อยฮิคารุ ไปกันเถอะ . .” ผมดึงมือเขาไปในห้องแต่งตัวมันคงเป็นเรื่องปกติไปแล้วมั้งที่เปลี่ยนชุดด้วยกัน ทำอะไรด้วยกันแบบนี้น่ะ ฮิคารุมองหน้าผมเหมือนกับรู้สึกได้ว่าผมเปลี่ยนไป ใช่สิก็ผมเปลี่ยนไปเพราะใครล่ะ

“นี่ . . คาโอรุติดกระดุมให้หน่อยสิ”

“อะ.  . . อืม”

 

ผมใช้มือของผมบรรจงติดกระดุมให้ฮิคารุให้ตายสิกะอีแค่กระดุมห้าเม็ดทำไมมันทำให้เราหวั่นไหวได้ขนาดนี้นะ อะ. . อีกสองเม็ดเท่านั้น

แต่แล้วมือหนาของเขาก็เลื่อนลงมาทับกับมือของผม ผมจึงเงยหน้ามองเขา

ซึ่งมันก็เป็นเรื่องที่ไม่น่าจะอายเลยนะ เพราะมองหน้าเขาก็เหมือนกับมองหน้าตัวเอง

“คาโอรุ . .นายมีอะไรไม่สบายใจ” ฮิคารุมองผม อ่า .. แววตานั้นดูเศร้ามากจริง ๆ

“ฮิคารุเราเข้ากันมานานมากแล้ว ออกไปข้างนอกกันเถอะ” ให้ตายสิเราพูดอะไรออกไป

“ไม่  . . . จนกว่านายจะบอกฉันมา ”

 

พลึ่บบบ !! เขาดึงผมเข้าไปกอดและใช้มือลูบผมของผมเบาๆ ผมกุมเสื้อเชิ้ตตัวขาวของเขาหลับตาแน่น

“ฉะ. . ฉันไม่เป็นไรอะไรจริง ๆ ปล่อยฉันเถอะฮิคารุ” ผมผลักเขาออก ก่อนจะรีบเดินออกไป

 

ตึก  . . . . เมื่อออกมาผมก็พบกับ “ฮารุฮิ ! .  . . ” ผมร้องเสียงหลงทันทีที่เจอเธอ

“อ่าว ? ไม่ได้อยู่ด้วยกันกับฮิคารุหรอ ? ”  

“ยังแต่งตัวไม่เสร็จน่ะ”

“แปลกแฮะ .. ปกติผมจะเห็นคุณสองคนออกมาพร้อมกันนินา”

“อ่า . . อื้มม . . เดี๋ยวฮิคา .  .”

“คาโอรุ !!!! ” น้ำเสียงที่ดูเหมือนจะโกรธมากกของฮิคารุทำให้ผมรีบหันมามอง

 

หมับ ! ฮิคารุกอดผมไว้แน่นก่อนจะรีบลากให้ออกจากตรงนั้นเพื่อไปหาที่ที่คุยกันได้สะดวกกว่านี้

ฮิคารุเนี้ย  .  . . นิสัยเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลยนะ เอาแต่ใจที่สุดเลย

“นี่ . . เราเป็นแฝดกันไม่ใช่หรอ ? มีอะไรก็ต้องบอกกันสิ” หน้าของเขาซบลงที่หน้าอกของผม

“ขอโทษนะฮิคารุ . . แต่เรื่องนี้ฉันบอกนายไม่ได้” ผมลูบผมเขาเบาๆ

 “ฉันขอร้องละคาโอรุ . . ฉันรักนายนะ” คำว่ารักของนายน่ะ. . ฉันเจ็บนะ

“ฉันก็รักนายนะ .  .แต่ตอนนี้ฉันกำลังมีคนที่แอบชอบอยู่”

 

พลั่กกก !!  . . “คาโอรุ !! . . . คะ . .คาโอรุไม่รักชั้นแล้วหรอออ ???  ”

“นี่ฮิคารุนายฟังฉันนะ .  . ฉันถึงบอกนายไงว่า ฉันบอกนายไม่ได้”

“ชั้นไม่รักคาโอรุแล้ว !! ”  เคร้ง ! เขาปัดแจกันทิ้งแล้วให้ตายสิทำบ้าอะไรของนายน่ะ

หมับ !! “มานี่เดี๋ยวนี้เลยฮิคารุ .  . ทำไมนายทำแบบนี้ล่ะ” ผมดึงเขาเข้ามาและผลักให้ลงนอนกับโซฟา และมองด้วยสายตาที่โกรธจัดมาก เอาแต่ใจกันมากเกินไปแล้วนะ

“ฟังฉันนะ . . ฮิคารุ ! มีเหตุผลหน่อยเถอะ คนจะรักจะชอบกันนะทำไมนายต้องโวยวายด้วย”

“คาโอรุนั้นแหละจะโวยวายทำไม ก็บอกฉันมาสิว่านายชอบใคร ฉันก็อยากรู้นิว่านายชอบใคร ฉัน .  .”

“สักวันนายก็รู้เองแหละ .  .” ผมผละออกจากเขาเขารีบลุกขึ้นมานั่งดึงผมลงไปนั่งตัก อะ .. อะไรของนายเนี้ย -/-

 

 

“ก็คาโอรุเป็นของฉันนี่นา” เขากอดผมแน่นราวกับสิ่งล้ำค่า

“ . . . ฮิคารุ .  . .นายก็เป็นของฉัน” ร่างกายผมมันตอบสนองสัมผัสเขาไปแล้ว ผมกอดตอบเขา

“ชั้นไม่อยากให้นายมีความรัก”

“ทำไมล่ะ ? . .  ”

“เพราะอะไรน่ะหรอ . .  เพราะว่าฉันนะ . . ”

“ . . . ”

“ไม่อยากให้คนอื่นมาแย่งความรักของพวกเราไป”

 

ผมลูบหัวเขา เขายิ้มให้ผมและเขาก็เอามือลูบหัวผมกลับ ฉันก็ไม่อยากเสียความรักแบบพี่น้องของเราไป

 

 

ในทุกวันผมกับฮิคารุจะอาบน้ำด้วยกันเป็นเรื่องปกติแล้วละ แล้วเขาก็จะขอถูหลังให้ผม

“หลังคาโอรุเนี้ย  . . . ทั้งขาวทั้งเนียนจังเลยน้า” ฮิคารุเอาหน้ามาถาบหลังผมแล้วถูไปมา

“เดี๋ยวหน้าก็เลอะหมดหรอก . . ” ผมหันหน้ามาหาเขาแล้วเอามือประคองใบหน้าเรียวงามของเขาขึ้นมาสบตา

“ก็ฉันชอบหลังของนายนี่นา”

“หลังของนายก็เหมือนหลังของฉันนั้นแหละ” ผมยิ้มให้ฮิคารุและยื่นหน้าไปหอมแก้มเขาทีนึง

“ขี้โกงนินา  . . . ฉันต่างหากที่ต้องหอมแก้มคาโอรุน่ะ  ” เขากอดคอผมและดึงเข้าไปใกล้ๆ ก่อนจะโน้มตัวเข้ามาหอมแก้ม

“นี่ฮิคารุ .  . .  นายชอบคนแบบไหนหรอ ? ” เขาคงคิดว่าเราบ้าที่จู่ๆ ก็ถามอะไรแบบนี้ ตอบลำบากสินะ

“ชอบคนแบบคนคนนั้น”

 

อะไรกัน . . .  ทำไมคำว่า “คนคนนั้น” ของเขาทำให้ผมเจ็บจี๊ดขึ้นมาแบบนี้ละ

“หึ . . . ” ผมลุกขึ้นจากน้ำทันทีพร้อมสลดลมหายใจเหมือนไม่พอใจเล็กน้อย

 

“อะไรเล่า . . นายหงุดหงิดอะไรฉันหรอ” เขาเข้ามากอดผมจากด้านหลัง

“ป่าว . . ”

 

“งั้นหรอ . . . ก็นายอยากไปมีคนรักเองนี่ . . . ฉันก็เลยงอนนาย” เขาเอาหน้ามาซุกที่ลำคอผม

“ฮิคารุ. . ถึงแม้ฉันจะมีความรัก แต่คนที่ฉันรักที่สุดน่ะก็คือนายนะ”

“ไม่เอาหรอก . .  ถึงแบบนั้นคาโอรุก็มีคนอื่นไปด้วย ไม่เอาหรอกนะ ”

“งั้นฉันขอจูบนายได้ไหม ? ”  อะไรกันทำไมเราถึงได้พูดแบบนั้นออกไปล่ะ

“ทำไมละ ? คาโอรุจะฝึกจูบกับฉัน เพื่อไปจูบกับแฟนหรอ ฉันไม่เอาด้วยหรอกนะ ” ฮิคารุงอนผมรีบเดินไปขึ้นเตียง

 

ผมหัวเราะเบาๆ ก่อนจะรีบตามไปนอนข้างๆ เขา จู่ๆ มือของเขาก็สอดเข้ามากอดผม ผมกุมมือของฮิคารุไว้

“นายเป็นของฉันน้าคาโอรุ  . . . เข้าใจไหม ”

“อื้ออ . .เข้าใจสิ ฮิคารุก็เป็นของฉันเหมือนกันนั้นแหละ ” ผมดึงมือของเขาขึ้นมาจูบเบาๆ

“ฝันดีนะ” ผมยิ้มให้เขา

“ฝันดีเช่นกันนะ” เขาดึงผมเข้าไปจุ๊บที่หน้าผากเบาๆ หนึ่งที

 

 

 

 

 

 

“คาโอรุ . .  นี่ . . คาโอรุ” ผมได้ยินเสียงของเขาที่ข้างหู

“หะ . . . หืมมีอะไรหรอฮิคารุ” ผมรีบลุกขึ้นมานั่งด้วยความงัวเงียเต็มที่ให้ตายสินี่มันเพิ่งตีสองเองนะ

“ฉันนอนไม่หลับนะ . . ฉันกังวลเรื่องของนาย” เขากอดผมแน่น

“เรื่อง ? ”

“เรื่องที่นายบอกว่านายมีคนรักนะ” เสียงเขาสั่นมากกำลังจะร้องไห้สินะ

“นายไม่อยากให้มีหรอ ? ”

“อื้อออ . .  คาโอรุเป็นของฉันคนเดียวนะ เข้าใจไหม ? ” เขาปาดน้ำตาตัวเอง

“  . . . ” ผมดึงมือเขาออกและเลียคราบน้ำตาให้เขาแทน ก่อนจะยิ้มให้

“คะ . . คาโอรุ”

“ฮิคารุก็เป็นของฉันคนเดียวเหมือนกันแหละ”

 

 

ฉันรู้ว่ามันยาก . .  และมันก็ไม่มีทางจะเป็นไปได้ด้วย

การที่พี่กับน้องสายเลือดเดียวกันจะมารักกันได้

แต่ฉันก็อยากให้นายรู้เอาไว้นะว่า . .  นอกจากนายแล้ว ฉันก็ไม่สามารถรักใครได้อีกแล้ว

เพราะว่าฉันนะรักนายไปหมดทั้งใจของฉันแล้ว

ฉันรักนายนะ คาโอรุ .  . . 

 

ปล. ปิดเทอมแล้วกลับมาอัพฟิคค่ะ #ฟิ้ววววว